ขอโทษนะครับที่ปล่อยให้รอคอยกัน(โดยเฉพาะ เพื่อนสนิทของผม) ขอย้ำ บลอกนี้มีไว้เพื่อบรรจุความทรงจำ และประสบการณ์ดีๆ ทั้งหมดของผม ถ้าใครไม่อยากรู้เรื่องราวก็ปิดผ่านไปเถิดครับ แต่ถ้าใครมีเวลาพอที่จะสนใจ ก็อ่านได้ครับ หรือว่าจะเข้า บลอกที่แท้จริงของผมก็ได้ครับ ซึ่งแนะนำข่าวคราวเกี่ยวกับแฮร์รี่ พอตเตอร์ คลิกที่นี่เลยครับ
และตอนนี้เรื่องราวบทที่สองของผมได้เปิดเผยแล้ว..................
บทที่2 : เมื่อเวลาดำเนินต่อไป
หลายๆวันต่อมาผมก็แทบจำไม่ได้ว่าผมอยู่ที่นี่มานานเท่าไรแล้ว เท่าที่ผมพอจะมีความรู้สึกก็คือ อาจารย์ที่นี่ล้วนมีหลายๆแบบที่แตกต่างกัน เพื่อคงเป็นเอกลักษณ์แก่ตัวของเขาเอง ซึ่งผมและเพื่อนๆคงจะดีใจกว่าถ้าไม่ต้องมานั่งตัวเกรงกันแบบนี้ โดยเฉพาะในช่วงสายๆ ของวันพฤหัสบดี
อาจารย์ประภาวรรณ เป็นอาจารย์สอนวิชาภาษาอังกฤษที่เข้มงวดมาก เธอไว้ผมยาวขาวทั้งหัวแล้วมัดรวบตึงไว้ข้างหลัง รูปร่างท้วม สายตาดุดัน และประกาศตัวเป็นศัตรูกับเด็กสติช้าทุกคน
นี่ถ้าไม่ตอบกัน ชั้นจะปิดคอร์สวันนี้แหละ ชั้นไม่สน วิทยาลัยจ่ายค่าหัวพวกเธอคนละ 30,000 พวกเธอต้องใช้ให้คุ้ม คุณพ่อคุณแม่ของพวกเธอส่งพวกเธอมาเรียนนะ! เธอพูดด้วยเสียงกังวาลกับนักเรียน ราวกับอยู่กันคนละฟากสนามฟุตบอลก็ไม่ปาน นักเรียนทุกคนแทบจะนั่งตัวเกรงและจิกเล็บไปบนเก้าอี้ และดำเนินต่อไปเช่นนี้เรื่อยไป โชคร้ายนักที่เมื่อผลสอบออกมาแล้วผมท็อปวิชาภาษาอังกฤษ ทำให้แกจะเก็บข้อกลเม็ดพิชิตคนท็อปเอาไว้ โชคดีที่ผมได้พีทคอยกระซิบคำตอบให้ยามที่ผมเหม่อๆ
อาจารย์เดชา เป็นอาจารย์ที่ดูผอมแห้งแรงน้อย จนถ้าลมพัดแรงๆ แกอาจจะล้มลงไปและลุกไม่ขึ้นอีกเลยก็ได้ แกเป็นอาจารย์สอนวิชาคณิตช่าง ซึ่งผมก็ต้องแสดงความเสียใจว่า เขาไม่ได้เป็นนักสอนที่ดีเลย ในช่วงเวลาแรกที่ผมพบเขานั้น ผมมั่นใจว่าเขาจะต้องมีเสียงแหบต่ำ เหมือนอาจารย์ผู้ชายทั่วไป และผมกับเพื่อนทั้งห้องก็แทบช็อก และกลั้นหัวเราะกันแทบไม่ไหว เพราะเสียงของเขานั้น แหบแหลมผิดปกติ แล้วเวลาพูดก็ดูเหมือนเสียงจะสูงขึ้นไปได้เรื่อยๆ แกน่าจะเป็นนักร้องโอเปร่าได้สบายๆ ที่แกเป็นอย่างนี้เพราะผลจากการสูบบุหรี่ ทำให้หลอดเสียงไม่เหมือนเดิม
อาจารย์จรรยา หรือจะพูดให้ถูก รองศาสตราจารย์จรรยา เป็นอาจารย์สอนภาษาไทย ซึ่งมักจะแต่งตัวด้วยความหรูหรา ลักษณะการเจรจาชัดถ้อยชัดคำทุกคำพูด ไว้ผมเป็นกระบังหนา และทาหน้าเสียขาววอก ผมกับเพื่อนจะคิดว่าเธอเป็นคนผิวขาว แต่นั่นก็คือก่อนที่ผมจะเห็นสภาพเธอ ช่วงบ่ายๆ นั่นทำให้ผมกับเพื่อนเปลี่ยนความคิดเสียใหม่ ว่าถ้าเธอไม่ไปยืนเอาหน้าอังท่อไอเสียรถยนต์ไว้ล่ะก็ มันก็คงเป็นสีผิวที่แท้จริงของเธอ
ในตอนท้ายของปลายภาคเรียน หลังสอบ ครูจะให้พวกเธอจับกลุ่มกันอภิปราย ในห้องประชุม ใช่ เรื่องอะไรก็ได้ ขอให้เกี่ยวกับข้องกับความเป็นไทย แล้วอย่าลืมงานกลุ่มที่ต้องอัดเป็นภาพ หรือเสียงมาส่งครูด้วยนะจ๊ะ เธอประกาศแล้วให้พวกนักเรียน จัดการอ่านบทความ ธารสลับสี วิถีวัฒนธรรมอีสาน แล้วอภิปรายกันต่อไป ซึ่งเป็นงานที่ล้วนหน้าเบื่อเกี่ยวกับเรื่องราวที่ไม่จบสิ้นของ ความงามภาษาที่เจริญงอกงามไม่มีที่สิ้นสุด และจบท้ายด้วยสำนวน พูดจากระโชกโฮกฮาก เหมือนหมาสำรากขี้
เด่นเทศน์ คือ นามสกุล ของอาจารย์สุนทรี ซึ่งก็ช่างสมกับนามสกุลของเธอเหลือเกิน ถึงแม้ยึดอาชีพครูสอนวิชาเลข แต่ผมว่าเธอมีความสามารถเพียงพอเลยที่จะเป็นพี่เลี้ยงกล่อมเด็ก หรือใครก็ตามที่อยากจะหลับหรือนอนไม่พอ อย่างที่ผมบอก เธอมีคลื่นเสียงสะกดจิตที่เหลือเชื่อ ซึ่งจะทำให้วิชาเลข (ซึ่งยากอยู่แล้ว) ยิ่งทวีความยากรุนแรงขึ้นไปอีก ซึ่งง่ายพอๆกับกับการที่คุณต้องวิ่งฝ่าพายุออกไปนั่นแหละ ถ้าคุณสามารถนั่งทนฟังได้เกิน 3 ชั่วโมงล่ะก็ คุณก็ไม่ใช่มนุษย์แล้วล่ะ
เชื่อเลยว่าวิชาที่ยากพอๆกับเลข คงเป็นวิชาฟิสิกส์ ซึ่งสถาบันนี้ไม่มีครูคนไหนสามารถทำให้นักเรียนนักศึกษา เข้าใจถึงเสียงพึมพำที่พยายามจะสื่อความนัยให้นักเรียนเข้าใจว่า การเคลื่อนที่แบบโพรเจกไทล์ และการกระจัด จะสำคัญไปกว่าการขึ้นรถเมล์ให้ถูกสายได้ยังไง ซึ่งอาจารย์สำรวยพยายามทำให้นักเรียนเข้าใจถึงกฏของแรงเสียดทาน โดยการ สนุกกับโต๊ะ เก้าอี้ และแปรงลบกระดาน เพื่อจะดูว่าโต๊ะและเก้าอี้ลั่นส่งเสียงเสียดสีเอี๊ยดอ๊าดกับพื้น ช่างมีเสน่ห์เพียงไร และแปรงลบกระดานโง่ๆจะกลิ้งไถลไปเร็วมั้ย ถ้าเอียงโต๊ะให้มากขึ้น
นอกจากนี้แล้ว อาจารย์สุรชัย อาจารย์ร่างอ้วน เตี้ย และผมเริ่มจะหงอกแล้ว ยังรู้สึกว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ที่จะเคาะหัวนักเรียนด้วยไม้หนัก เรียว ยาว และสันคม เพื่อให้นักเรียนตื่นตัวอยู่เสมอ ในคาบงานวัดละเอียดของเขา แม้ว่าจะตอบถูกก็ตาม ก็เพียงช่วยให้แค่ไม่ต้องโดนตีก้นต่อไปนานเป็นนาทีๆ เท่านั้น ตอนเป็นเด็กแกคงเก็บกดอะไรมาแหงๆ
ไม่ง่ายเลยที่จะจัดการกับปริมาณการบ้าน (ที่ดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ) ทั้งๆที่ต้องเจอกับการรับน้องจากความไร้สาระของพวกพี่ๆ
ภาพที่ทุกๆคนเห็นจากละครโทรทัศน์ต่างๆ ล้วนหลอกลวงทั้งนั้น รับน้องไม่ใช่การที่ทาหน้าทาตา แล้วร้องเพลงตบมือไปอย่างมีความสุขและสนุกสนาน หรือแม้แต่วิ่งไปขอเบอร์ผู้หญิงหน้าตาสะสวย ซึ่งจะได้เดินควงกันต่อไปในอนาคต แต่มันคือการที่คุณต้องถูกทำให้คิดว่า คุณจะต้องอยู่ในกรอบสังคมนี้ให้ได้ ด้วยการทนต่อเสียงตะโกนโหวกเหวก ร้องเพลงจนเสียงแหบโหย หรือทำกิจกรรมน่าอาย หรืออาจจะน่ารังเกียจด้วยซ้ำ โชคร้ายนักที่ ฝันร้าย เป็นกิจกรรมที่น่าจดจำของพวกพี่ๆ รวมอยู่ในครั้งนี้ด้วย
น้องๆเคยฝันร้ายกันมั้ยครับ รุ่นพี่คนนึงตะโกนถาม
แน่นอนว่าทุกคนคงจะตอบว่า เคยครับ/ค่ะ แต่ว่าคำถามโง่ๆเหล่านั้นเขาจะถามทำไมล่ะ ทุกคนก็ได้แต่มองหน้ากันเลิ่กลัก ว่าจะมาไม้ไหน
เอาล่ะ พี่จะทำให้น้องๆทุกคนได้ฝันร้าย น้องผู้ชายนั่งเรียงเป็นแถวตอน เลยครับ น้องผู้หญิงแยกออกมาทางนี้ครับ ส่วนพวกมึง เขาหันไปสั่งรุ่นพี่คนอื่นๆ ล้อมวงเอาไว้ อย่าให้ใครเห็น!
เอาล่ะสิครับ นอกจากจะแยกผู้หญิงออกไปแล้ว และยังล้อมวงกันไว้อีก ทำให้การันตีได้เลยว่า ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมอะไรก็ตามที ย่อมไม่ได้รับการเห็นชอบที่สมควรจากคณะบริหารของสถาบัน พวกนี้ไปตายอยู่ที่ไหนกันหมดนะ!
เอาล่ะครับ ให้น้องทุกคนนอนลงไป-- ใช่ตอนนี้ผมคิดว่าทุกคนคงจะคิดถูกแล้ว พวกรุ่นพี่กำลังให้พวกผมนอนทับไข่ ของเพื่อนอีกคนนึง แล้วนอนทับต่อๆกันไป แล้วกลิ้งหัวไปมา ซ้ายที ขวาที บางทีก็ให้โงหัวขึ้นมา แล้วกระแทกลงไป คงกะให้สูญพันธุ์กันไปข้าง ท่ามกลางสายตาพวกผู้หญิงที่มองด้วยความสมเพช
และแล้วกิจกรรมรับน้อง(หรือรังแกน้องกันแน่) ก็จบไปใน 2 อาทิตย์ ซึ่งลุ้นแทบแย่เพราะตอนแรก พวกรุ่นพี่บอกว่ารับกันหนึ่งเดือนเต็ม
ผมเดินออกมายังป้ายรถเมล์ นี่ก็ทุ่มกว่าๆแล้ว ผมถูกทิ้งให้คอยคนเดียว ไม่มีใครมารับผมทั้งนั้น หรือแม้แต่เพื่อนที่จะออกมารอด้วยกัน ก่อนที่จะขึ้นรถประจำทางกลับบ้านไป รอเริ่มต้นวันใหม่ เผชิญหน้ากับความลำบากในวันรุ่งขึ้น
พวกผู้ชายอย่างเราทุกคน ยังต้องมีภารกิจรับใช้ชาติที่ยิ่งใหญ่ คือ การเรียนรักษาดินแดน ซึ่งพวกเราต้องทนทุกข์ทรมานจากการถูกกดขี่ ข่มเหง บทเรียนที่แสนน่าเบื่อหน่ายนี้ไปอีก 20 สัปดาห์เต็มๆ(หรืออาจมากกว่านั้น)ในแต่ละปี ใครจะบอกว่า เรียนรด. เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับที่จะเป็นทหารที่ดีในอนาคต ขอให้ตบหัวมัน แล้วบอกว่า เลิกปัญญาอ่อนเสียที คนที่เรียนก็คือ คนที่ไม่อยากฝากชีวิตไว้กับกระดาษสองสีนั่นล่ะ นั่นล่ะค่อยเข้าท่าหน่อย
ไม่นานนักผมก็เริ่มที่จะรู้ว่ากลุ่มผม ไม่ได้เป็นที่ป็อบปูล่าร์ เท่าไรในห้องนักหรอก พวกเขาซึ่งผมขอเรียกว่า กลุ่มใหญ่ มักจะกระซิบกระซาบกัน และผมมักจะได้ยินเขาเรียกว่า กลุ่ม5 คนสนิท หรือ M11s ซึ่งหมายถึงห้องของพวกเด็กสมทบ ซึ่งสมองทึบแล้วต้องจ่ายตังค์แพงๆเข้ามาเรียน ซึ่งได้ยินแล้วทำให้ผมไม่สบายใจเอาซะเลยว่า เริ่มมีรอยแตกแยกเล็กๆเกิดขึ้นแล้วหรือนี่ แต่ความเป็นจริงก็คือ กลุ่มผมล้วนเป็นกลุ่มเด็กเรียน (อาจยกเว้นกิ๊ก) จนพีทพูดกับผมว่า
เดี๋ยวก็รู้ว่าใครกันแน่ ที่ S
ผมกำลังคิดถึงวิธีที่จะทำให้ทุกอย่างกลับมาดีขึ้น โดยเฉพาะวันวาเลนไทน์ที่จะมาถึงนี้ ผมอาจจะลงมือทำอะไรซักอย่าง ยิ่งปล่อยให้สายเท่าไร รอยแตกก็ยิ่งกว้างขึ้นเท่านั้น แต่ก่อนที่ผมจะคิดอะไรจริงๆได้นั้น ผมก็ถูกดึงกลับมาอยู่ในเขาดิน!?!
สวัสดีค่ะ วันนี้ดิฉันจะพาทุกๆท่านมารู้จักกับสถานที่ ที่ทุกคนรู้จักเป็นอย่างดีสมัยเด็กๆค่ะ ซึ่งที่นี่ก็คือสวนสัตว์เขาดินค่ะ เรามาดูกันดีกว่าค่ะว่าตอนนี้ สวนสัตว์เขาดินมีอะไรแปลกใหม่กันบ้าง ตามมาดูกันเลยค่ะ
อย่างงั้นแหละ รัฐ แล้วก็เดินเข้ากล้องมา แล้วพีทค่อยหยุดภาพนะ อ้าวเฮ้ย! อย่างงี้เสียงเราไม่ติดเข้าไปด้วยหรอผมถาม
ไม่หรอก หยุดภาพไปตั้งแต่เดินเข้ากล้องแล้ว
ซะงั้นน่ะ ถึงตาเต้ยแล้ว
ค่ะ สวนสัตว์ดุสิตจะเปิดในเวลา..
หลายๆคนที่อ่านถึงตรงนี้อาจจะนึกว่า ผมคงเสียสติไปแล้ว และฉันควรจะเปลี่ยนไปอ่านอย่างอื่นที่มีสาระมากกว่านี้ซะที เสียเวลาซะจริงๆ แต่จริงๆแล้วผมกับเพื่อนๆกลุ่มผมกำลังทำรายงาน แนะนำสวนดุสิตของจรรยาอยู่ต่างหาก หลังจากโดนปฏิเสธงานแรกไป ซึ่งต้องเหนื่อยกันแทบตายในการแบกวิทยุไปกลับ แล้วพากย์เสียงเป็นตัวละครต่างๆ พองานเสร็จ แค่ไม่มีภาพให้แกเห็นเท่านั้น แกก็ยืนกรานทันทีว่างานที่พวกผมทำมานั้นไม่มีค่าอะไรซักนิด จนสุดท้ายแล้วผมก็มายืนอยู่กลางแจ้ง ที่สวนสัตว์ดุสิตอยู่นี่ ซึ่งก็จบไปด้วยดี ผมคิดว่าแกคงยังไม่ได้เปิดดูหรอก ถ้าใครมาดูล่ะก็ ซึ่งตอนนี้ผมก็เก็บไว้อยู่ คงเห็นว่ากลุ่มผมช่างไม่มีอารมณ์ขัน ในการถ่ายทำเอาซะเลย
หลายคนคงงงว่า กลุ่มผมมีห้าคนไม่ใช่หรอ ทำไมกิ๊กถึงได้ทำตัวสงบเสงี่ยมเรียบร้อยไม่พูดไม่จาเป็นนางเอกอยู่อย่างนี้ ที่จริงเธอมีบทบาทมากเชียวแหละ แต่ไม่รู้ว่าทำไมผมถึงนึกอะไรไม่ออกเลยเกี่ยวกับเธอ ราวกับว่าทุกอย่างถูกลบออกไปหมด ซึ่งคุณจะได้รู้ในไม่ช้านี้ล่ะ ตัวละครของเราตัวนี้จะแปลกที่สุดเพราะถึงแม้เธอจะอยู่กับกลุ่มผมมาตลอด แต่คุณจะค่อยๆรู้จักเธอมากขึ้น เหมือนคุณเพิ่งจะรู้จักเธอ
พวกเราดั้นด้นถ่ายสัตว์หน้าขนทุกชนิดที่น่าสนใจ ตั้งแต่ยีราฟ ไปถึงชะนี ม้าลาย ไปถึง เอลิเกเตอร์ งูเขียว ไปถึงฮิปโป จบท้ายด้วยการแสดงสัตว์ และเล่นเรือถีบเพื่อปิดกล้องการถ่ายทำ(เรียกซะเว่อร์ไปนั่น) จากนั้นจึงไปเล่นเครื่องเล่นก่อนกลับบ้าน
ไม่เลวนักหรอกผมคิดในใจ ขณะนั่งเล่นวิหคเหินฟ้าอยู่ แต่ผมคิดเสมอว่าขอให้มีซักครั้งที่กลุ่มพวกเราจะได้ไปเที่ยวด้วยกัน อย่างเช่นดรีมเวิลด์ก็ได้ ทะเลก็ดี แต่คำตอบที่ทำให้ใจชื้นก็คือแม่ของเต้ยจะอนุญาต ก็ต่อเมื่อเธอเรียนจบปริญญาตรี อย่างที่พีทว่า นั่นคงทำให้เครื่องเล่นที่ดรีมเวิลด์ขึ้นสนิมไปแล้ว โอกาสที่เราจะได้ไปเที่ยวด้วยกันก็มีค่าพอๆกับที่แดนเนรมิต จะเปิดใช้บริการในวันพรุ่งนี้นั่นแหละ และผมก็ได้แต่หวังต่อไป เป็นการหวังที่คงมีแต่พระเจ้าเท่านั้นที่รู้คำตอบ
ชั้นเรียนภาษาอังกฤษ ของอาจารย์ประภาวรรณ ดูเหมือนจะดุเด็ดเผ็ดร้อนขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ถ้ากำลังเรียนเรื่องเกี่ยวกับการสนทนาเรื่องมารยาทบนโต๊ะอาหารอยู่
YOU ARE A PIG! แปลว่าไรฮ๊ะ นักเรียน ตอบได้มั้ยค่ะ มันก็แปลว่า แกมันไอ้หมูตะกละ โสโครก โสมม ดูซิว่าแกกินสกปรกยังไง!!!
พีทดูเหมือนจะหัวเราะออกมาอย่างรุนแรง แต่เปลี่ยนเป็นเสียงไอได้ทัน ส่วนเต้ยนั้น ดูเหมือนเธอ จะเสียการควบคุมร่างกายไปแล้ว
นอกจากนี้แล้ว อาจารย์ประภาวรรณดูเหมือนจะเที่ยวทั่วไทยครบทุกตำบลมาแล้วเพราะดูเหมือนแกจะเคยอยู่ในทุกที่
รพีพร! หนูอยู่ที่ไหนค่ะ
คือ เออ หนูอยู่ที่แถวๆศรีย่านค่ะ
เหรอจ๊ะ หนูรู้จักวัดนั่นมั้ย ครูเคยอยู่แถวนั้นด้วย
เออ..ค่ะ
หนูพูดดังๆหน่อยได้มั้ยจ๊ะ ครูรู้ว่าหนูเป็นคนเรียบร้อย คนที่น่ากลมๆ เป็นคนเรียบร้อยจ๊ะและแล้วเธอก็ส่งยิ้มให้เต้ย ซึ่งหาดูได้ยากยิ่งเวลาอยู่ในคาบ ยกเว้นจะหยิบยกเรื่องครอบครัวของแกมาคุย ซึ่งยิ่งใหญ่ ซะขนาดว่า เวลาสอบสัมภาษณ์ถ้าไม่รู้จัก ชื่อสามีแกล่ะก็ เชิญไปเดินเตะฝุ่นหางานใหม่ได้เลย
เฮ้ย! พีท เขียนแบบเสร็จยัง แชมป์ถามหลังจบท้ายคาบ
อือ เกือบเสร็จแล้วพีทตอบ
เอออ.เหรออออ ตกลงพรุ่งนี้เอามาให้ลอกด้วยนะ
อือ
ขอบใจเว้ย
คำพูดเหล่านี้สามารถทำนายได้แม่นกว่า นอสตราดรามุสซะอีก เพราะพีทมักจะโดนทวงงานบ่อยๆ เหมือนโดนทวงหนี้ ซึ่งแรกๆก็ยังไม่หนักมากนักหรอกแต่ผมขอแนะนำตัวละครที่น่าสนใจเพิ่มมาอีกสองคน เพื่อให้เรื่องดำเนินไปได้ดีขึ้น อั่นแน่! ตอนนี้คุณจะรู้จักเพื่อนผม เจ็ดคนแล้ว
แชมป์ เป็นเด็กชายร่างอ้วนสมบูรณ์ จนเพื่อนๆต่างเรียกว่าไจแอ้นท์ มาจากคนที่มีฐานะร่ำรวยแน่นอน เพราะ แชมป์มักจะแต่งกายนำสมัยอยู่เสมอ ที่แน่ๆรวยพอที่จะซื้อคอมพิวเตอร์ทันสมัยเครื่องใหม่ด้วยเงินเก็บของตัวเอง
แชมป์เป็นคนที่เก่ง และฉลาดเกี่ยวกับคอมนะผมว่า แต่ด้วยความขี้เกียจหรืออะไรซักอย่าง ทำให้เขาเป็นคนที่มักไม่ยอมลงมือทำงานอะไรด้วยตัวเอง
กอลฟ์ ซึ่งจะถูกเพื่อนๆเรียกว่ากอลฟ์เล็กเพราะว่า ในห้องมีคนชื่อกอลฟ์ซ้ำกันสองคน ซึ่งกอลฟ์อีกคนจะสูงกว่าอีกคนมากทำให้ถูกเรียกว่ากอลฟ์ใหญ่ ซึ่งอะไรจะใหญ่จะเล็กผมก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ว่ากอลฟ์(เล็ก) เป็นนักเกาะติดตัวยง ผม พีท ซอล และ เก่งโดนโกงค่าเครื่องมือคนละเกือบ สองร้อย โดยไม่มีเหตุผลที่สมควรพอ ซึ่งกอลฟ์ก็ได้แต่อ้างว่าขอเป็นค่าน้ำมันแล้วกัน
ผมจึงพาลไม่สบอารมณ์กับเขาเข้าไปใหญ่ เพราะวิทยุส่วนตัวที่ผมซื้อมาไว้ฟังเล่นๆ จนวันนึงเขาขอยืมไปแล้ว มันก็คิดอย่างแน่ใจแล้วว่าหายสาบสูญไปตลอดกาลจะดีกว่า อยู่ให้เขาใช้งานมันต่อไป แล้วผมก็ไม่เคยได้มันคืนอีกเลย แม้ว่าผมจะทวงแล้วก็ตาม ก็กลายเป็นว่าผมฝันมาตลอดว่าเคยมีมัน
กอลฟ์เป็นนักขอทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นค่ารถเมล์จากเต้ย(ซึ่งเป็นผู้หญิง) ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ชายอย่างเราๆจะไม่ทำกัน ถึงถ้าทำก็คงจะคืนในวันรุ่งขึ้นอย่างแน่นอน หรือว่าสมุดเล็คเชอร์จากพีท ค่าถ่ายเอกสารจากผม หรือว่าค่าอาหารจากรัฐ ซึ่งจากที่ดูๆแล้ว ค่าใช้จ่ายต่างๆที่ผมกับเพื่อนๆให้เขา คงจะมากพอที่จะรับเลี้ยงอุปถัมป์เด็กได้คนนึงเลยทีเดียว ซึ่งก็คงได้แต่บอกว่า ทำบุญทำทานไป หรือไม่ก็
ถือว่าสงเคราะห์ทุนอาหารกลางวันเด็กก็แล้วกัน
หลายๆวันต่อมาผมก็แทบจำไม่ได้ว่าผมอยู่ที่นี่มานานเท่าไรแล้ว เท่าที่ผมพอจะมีความรู้สึกก็คือ อาจารย์ที่นี่ล้วนมีหลายๆแบบที่แตกต่างกัน เพื่อคงเป็นเอกลักษณ์แก่ตัวของเขาเอง ซึ่งผมและเพื่อนๆคงจะดีใจกว่าถ้าไม่ต้องมานั่งตัวเกรงกันแบบนี้ โดยเฉพาะในช่วงสายๆ ของวันพฤหัสบดี
อาจารย์ประภาวรรณ เป็นอาจารย์สอนวิชาภาษาอังกฤษที่เข้มงวดมาก เธอไว้ผมยาวขาวทั้งหัวแล้วมัดรวบตึงไว้ข้างหลัง รูปร่างท้วม สายตาดุดัน และประกาศตัวเป็นศัตรูกับเด็กสติช้าทุกคน
นี่ถ้าไม่ตอบกัน ชั้นจะปิดคอร์สวันนี้แหละ ชั้นไม่สน วิทยาลัยจ่ายค่าหัวพวกเธอคนละ 30,000 พวกเธอต้องใช้ให้คุ้ม คุณพ่อคุณแม่ของพวกเธอส่งพวกเธอมาเรียนนะ! เธอพูดด้วยเสียงกังวาลกับนักเรียน ราวกับอยู่กันคนละฟากสนามฟุตบอลก็ไม่ปาน นักเรียนทุกคนแทบจะนั่งตัวเกรงและจิกเล็บไปบนเก้าอี้ และดำเนินต่อไปเช่นนี้เรื่อยไป โชคร้ายนักที่เมื่อผลสอบออกมาแล้วผมท็อปวิชาภาษาอังกฤษ ทำให้แกจะเก็บข้อกลเม็ดพิชิตคนท็อปเอาไว้ โชคดีที่ผมได้พีทคอยกระซิบคำตอบให้ยามที่ผมเหม่อๆ
อาจารย์เดชา เป็นอาจารย์ที่ดูผอมแห้งแรงน้อย จนถ้าลมพัดแรงๆ แกอาจจะล้มลงไปและลุกไม่ขึ้นอีกเลยก็ได้ แกเป็นอาจารย์สอนวิชาคณิตช่าง ซึ่งผมก็ต้องแสดงความเสียใจว่า เขาไม่ได้เป็นนักสอนที่ดีเลย ในช่วงเวลาแรกที่ผมพบเขานั้น ผมมั่นใจว่าเขาจะต้องมีเสียงแหบต่ำ เหมือนอาจารย์ผู้ชายทั่วไป และผมกับเพื่อนทั้งห้องก็แทบช็อก และกลั้นหัวเราะกันแทบไม่ไหว เพราะเสียงของเขานั้น แหบแหลมผิดปกติ แล้วเวลาพูดก็ดูเหมือนเสียงจะสูงขึ้นไปได้เรื่อยๆ แกน่าจะเป็นนักร้องโอเปร่าได้สบายๆ ที่แกเป็นอย่างนี้เพราะผลจากการสูบบุหรี่ ทำให้หลอดเสียงไม่เหมือนเดิม
อาจารย์จรรยา หรือจะพูดให้ถูก รองศาสตราจารย์จรรยา เป็นอาจารย์สอนภาษาไทย ซึ่งมักจะแต่งตัวด้วยความหรูหรา ลักษณะการเจรจาชัดถ้อยชัดคำทุกคำพูด ไว้ผมเป็นกระบังหนา และทาหน้าเสียขาววอก ผมกับเพื่อนจะคิดว่าเธอเป็นคนผิวขาว แต่นั่นก็คือก่อนที่ผมจะเห็นสภาพเธอ ช่วงบ่ายๆ นั่นทำให้ผมกับเพื่อนเปลี่ยนความคิดเสียใหม่ ว่าถ้าเธอไม่ไปยืนเอาหน้าอังท่อไอเสียรถยนต์ไว้ล่ะก็ มันก็คงเป็นสีผิวที่แท้จริงของเธอ
ในตอนท้ายของปลายภาคเรียน หลังสอบ ครูจะให้พวกเธอจับกลุ่มกันอภิปราย ในห้องประชุม ใช่ เรื่องอะไรก็ได้ ขอให้เกี่ยวกับข้องกับความเป็นไทย แล้วอย่าลืมงานกลุ่มที่ต้องอัดเป็นภาพ หรือเสียงมาส่งครูด้วยนะจ๊ะ เธอประกาศแล้วให้พวกนักเรียน จัดการอ่านบทความ ธารสลับสี วิถีวัฒนธรรมอีสาน แล้วอภิปรายกันต่อไป ซึ่งเป็นงานที่ล้วนหน้าเบื่อเกี่ยวกับเรื่องราวที่ไม่จบสิ้นของ ความงามภาษาที่เจริญงอกงามไม่มีที่สิ้นสุด และจบท้ายด้วยสำนวน พูดจากระโชกโฮกฮาก เหมือนหมาสำรากขี้
เด่นเทศน์ คือ นามสกุล ของอาจารย์สุนทรี ซึ่งก็ช่างสมกับนามสกุลของเธอเหลือเกิน ถึงแม้ยึดอาชีพครูสอนวิชาเลข แต่ผมว่าเธอมีความสามารถเพียงพอเลยที่จะเป็นพี่เลี้ยงกล่อมเด็ก หรือใครก็ตามที่อยากจะหลับหรือนอนไม่พอ อย่างที่ผมบอก เธอมีคลื่นเสียงสะกดจิตที่เหลือเชื่อ ซึ่งจะทำให้วิชาเลข (ซึ่งยากอยู่แล้ว) ยิ่งทวีความยากรุนแรงขึ้นไปอีก ซึ่งง่ายพอๆกับกับการที่คุณต้องวิ่งฝ่าพายุออกไปนั่นแหละ ถ้าคุณสามารถนั่งทนฟังได้เกิน 3 ชั่วโมงล่ะก็ คุณก็ไม่ใช่มนุษย์แล้วล่ะ
เชื่อเลยว่าวิชาที่ยากพอๆกับเลข คงเป็นวิชาฟิสิกส์ ซึ่งสถาบันนี้ไม่มีครูคนไหนสามารถทำให้นักเรียนนักศึกษา เข้าใจถึงเสียงพึมพำที่พยายามจะสื่อความนัยให้นักเรียนเข้าใจว่า การเคลื่อนที่แบบโพรเจกไทล์ และการกระจัด จะสำคัญไปกว่าการขึ้นรถเมล์ให้ถูกสายได้ยังไง ซึ่งอาจารย์สำรวยพยายามทำให้นักเรียนเข้าใจถึงกฏของแรงเสียดทาน โดยการ สนุกกับโต๊ะ เก้าอี้ และแปรงลบกระดาน เพื่อจะดูว่าโต๊ะและเก้าอี้ลั่นส่งเสียงเสียดสีเอี๊ยดอ๊าดกับพื้น ช่างมีเสน่ห์เพียงไร และแปรงลบกระดานโง่ๆจะกลิ้งไถลไปเร็วมั้ย ถ้าเอียงโต๊ะให้มากขึ้น
นอกจากนี้แล้ว อาจารย์สุรชัย อาจารย์ร่างอ้วน เตี้ย และผมเริ่มจะหงอกแล้ว ยังรู้สึกว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ที่จะเคาะหัวนักเรียนด้วยไม้หนัก เรียว ยาว และสันคม เพื่อให้นักเรียนตื่นตัวอยู่เสมอ ในคาบงานวัดละเอียดของเขา แม้ว่าจะตอบถูกก็ตาม ก็เพียงช่วยให้แค่ไม่ต้องโดนตีก้นต่อไปนานเป็นนาทีๆ เท่านั้น ตอนเป็นเด็กแกคงเก็บกดอะไรมาแหงๆ
ไม่ง่ายเลยที่จะจัดการกับปริมาณการบ้าน (ที่ดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ) ทั้งๆที่ต้องเจอกับการรับน้องจากความไร้สาระของพวกพี่ๆ
ภาพที่ทุกๆคนเห็นจากละครโทรทัศน์ต่างๆ ล้วนหลอกลวงทั้งนั้น รับน้องไม่ใช่การที่ทาหน้าทาตา แล้วร้องเพลงตบมือไปอย่างมีความสุขและสนุกสนาน หรือแม้แต่วิ่งไปขอเบอร์ผู้หญิงหน้าตาสะสวย ซึ่งจะได้เดินควงกันต่อไปในอนาคต แต่มันคือการที่คุณต้องถูกทำให้คิดว่า คุณจะต้องอยู่ในกรอบสังคมนี้ให้ได้ ด้วยการทนต่อเสียงตะโกนโหวกเหวก ร้องเพลงจนเสียงแหบโหย หรือทำกิจกรรมน่าอาย หรืออาจจะน่ารังเกียจด้วยซ้ำ โชคร้ายนักที่ ฝันร้าย เป็นกิจกรรมที่น่าจดจำของพวกพี่ๆ รวมอยู่ในครั้งนี้ด้วย
น้องๆเคยฝันร้ายกันมั้ยครับ รุ่นพี่คนนึงตะโกนถาม
แน่นอนว่าทุกคนคงจะตอบว่า เคยครับ/ค่ะ แต่ว่าคำถามโง่ๆเหล่านั้นเขาจะถามทำไมล่ะ ทุกคนก็ได้แต่มองหน้ากันเลิ่กลัก ว่าจะมาไม้ไหน
เอาล่ะ พี่จะทำให้น้องๆทุกคนได้ฝันร้าย น้องผู้ชายนั่งเรียงเป็นแถวตอน เลยครับ น้องผู้หญิงแยกออกมาทางนี้ครับ ส่วนพวกมึง เขาหันไปสั่งรุ่นพี่คนอื่นๆ ล้อมวงเอาไว้ อย่าให้ใครเห็น!
เอาล่ะสิครับ นอกจากจะแยกผู้หญิงออกไปแล้ว และยังล้อมวงกันไว้อีก ทำให้การันตีได้เลยว่า ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมอะไรก็ตามที ย่อมไม่ได้รับการเห็นชอบที่สมควรจากคณะบริหารของสถาบัน พวกนี้ไปตายอยู่ที่ไหนกันหมดนะ!
เอาล่ะครับ ให้น้องทุกคนนอนลงไป-- ใช่ตอนนี้ผมคิดว่าทุกคนคงจะคิดถูกแล้ว พวกรุ่นพี่กำลังให้พวกผมนอนทับไข่ ของเพื่อนอีกคนนึง แล้วนอนทับต่อๆกันไป แล้วกลิ้งหัวไปมา ซ้ายที ขวาที บางทีก็ให้โงหัวขึ้นมา แล้วกระแทกลงไป คงกะให้สูญพันธุ์กันไปข้าง ท่ามกลางสายตาพวกผู้หญิงที่มองด้วยความสมเพช
และแล้วกิจกรรมรับน้อง(หรือรังแกน้องกันแน่) ก็จบไปใน 2 อาทิตย์ ซึ่งลุ้นแทบแย่เพราะตอนแรก พวกรุ่นพี่บอกว่ารับกันหนึ่งเดือนเต็ม
ผมเดินออกมายังป้ายรถเมล์ นี่ก็ทุ่มกว่าๆแล้ว ผมถูกทิ้งให้คอยคนเดียว ไม่มีใครมารับผมทั้งนั้น หรือแม้แต่เพื่อนที่จะออกมารอด้วยกัน ก่อนที่จะขึ้นรถประจำทางกลับบ้านไป รอเริ่มต้นวันใหม่ เผชิญหน้ากับความลำบากในวันรุ่งขึ้น
พวกผู้ชายอย่างเราทุกคน ยังต้องมีภารกิจรับใช้ชาติที่ยิ่งใหญ่ คือ การเรียนรักษาดินแดน ซึ่งพวกเราต้องทนทุกข์ทรมานจากการถูกกดขี่ ข่มเหง บทเรียนที่แสนน่าเบื่อหน่ายนี้ไปอีก 20 สัปดาห์เต็มๆ(หรืออาจมากกว่านั้น)ในแต่ละปี ใครจะบอกว่า เรียนรด. เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับที่จะเป็นทหารที่ดีในอนาคต ขอให้ตบหัวมัน แล้วบอกว่า เลิกปัญญาอ่อนเสียที คนที่เรียนก็คือ คนที่ไม่อยากฝากชีวิตไว้กับกระดาษสองสีนั่นล่ะ นั่นล่ะค่อยเข้าท่าหน่อย
ไม่นานนักผมก็เริ่มที่จะรู้ว่ากลุ่มผม ไม่ได้เป็นที่ป็อบปูล่าร์ เท่าไรในห้องนักหรอก พวกเขาซึ่งผมขอเรียกว่า กลุ่มใหญ่ มักจะกระซิบกระซาบกัน และผมมักจะได้ยินเขาเรียกว่า กลุ่ม5 คนสนิท หรือ M11s ซึ่งหมายถึงห้องของพวกเด็กสมทบ ซึ่งสมองทึบแล้วต้องจ่ายตังค์แพงๆเข้ามาเรียน ซึ่งได้ยินแล้วทำให้ผมไม่สบายใจเอาซะเลยว่า เริ่มมีรอยแตกแยกเล็กๆเกิดขึ้นแล้วหรือนี่ แต่ความเป็นจริงก็คือ กลุ่มผมล้วนเป็นกลุ่มเด็กเรียน (อาจยกเว้นกิ๊ก) จนพีทพูดกับผมว่า
เดี๋ยวก็รู้ว่าใครกันแน่ ที่ S
ผมกำลังคิดถึงวิธีที่จะทำให้ทุกอย่างกลับมาดีขึ้น โดยเฉพาะวันวาเลนไทน์ที่จะมาถึงนี้ ผมอาจจะลงมือทำอะไรซักอย่าง ยิ่งปล่อยให้สายเท่าไร รอยแตกก็ยิ่งกว้างขึ้นเท่านั้น แต่ก่อนที่ผมจะคิดอะไรจริงๆได้นั้น ผมก็ถูกดึงกลับมาอยู่ในเขาดิน!?!
สวัสดีค่ะ วันนี้ดิฉันจะพาทุกๆท่านมารู้จักกับสถานที่ ที่ทุกคนรู้จักเป็นอย่างดีสมัยเด็กๆค่ะ ซึ่งที่นี่ก็คือสวนสัตว์เขาดินค่ะ เรามาดูกันดีกว่าค่ะว่าตอนนี้ สวนสัตว์เขาดินมีอะไรแปลกใหม่กันบ้าง ตามมาดูกันเลยค่ะ
อย่างงั้นแหละ รัฐ แล้วก็เดินเข้ากล้องมา แล้วพีทค่อยหยุดภาพนะ อ้าวเฮ้ย! อย่างงี้เสียงเราไม่ติดเข้าไปด้วยหรอผมถาม
ไม่หรอก หยุดภาพไปตั้งแต่เดินเข้ากล้องแล้ว
ซะงั้นน่ะ ถึงตาเต้ยแล้ว
ค่ะ สวนสัตว์ดุสิตจะเปิดในเวลา..
หลายๆคนที่อ่านถึงตรงนี้อาจจะนึกว่า ผมคงเสียสติไปแล้ว และฉันควรจะเปลี่ยนไปอ่านอย่างอื่นที่มีสาระมากกว่านี้ซะที เสียเวลาซะจริงๆ แต่จริงๆแล้วผมกับเพื่อนๆกลุ่มผมกำลังทำรายงาน แนะนำสวนดุสิตของจรรยาอยู่ต่างหาก หลังจากโดนปฏิเสธงานแรกไป ซึ่งต้องเหนื่อยกันแทบตายในการแบกวิทยุไปกลับ แล้วพากย์เสียงเป็นตัวละครต่างๆ พองานเสร็จ แค่ไม่มีภาพให้แกเห็นเท่านั้น แกก็ยืนกรานทันทีว่างานที่พวกผมทำมานั้นไม่มีค่าอะไรซักนิด จนสุดท้ายแล้วผมก็มายืนอยู่กลางแจ้ง ที่สวนสัตว์ดุสิตอยู่นี่ ซึ่งก็จบไปด้วยดี ผมคิดว่าแกคงยังไม่ได้เปิดดูหรอก ถ้าใครมาดูล่ะก็ ซึ่งตอนนี้ผมก็เก็บไว้อยู่ คงเห็นว่ากลุ่มผมช่างไม่มีอารมณ์ขัน ในการถ่ายทำเอาซะเลย
หลายคนคงงงว่า กลุ่มผมมีห้าคนไม่ใช่หรอ ทำไมกิ๊กถึงได้ทำตัวสงบเสงี่ยมเรียบร้อยไม่พูดไม่จาเป็นนางเอกอยู่อย่างนี้ ที่จริงเธอมีบทบาทมากเชียวแหละ แต่ไม่รู้ว่าทำไมผมถึงนึกอะไรไม่ออกเลยเกี่ยวกับเธอ ราวกับว่าทุกอย่างถูกลบออกไปหมด ซึ่งคุณจะได้รู้ในไม่ช้านี้ล่ะ ตัวละครของเราตัวนี้จะแปลกที่สุดเพราะถึงแม้เธอจะอยู่กับกลุ่มผมมาตลอด แต่คุณจะค่อยๆรู้จักเธอมากขึ้น เหมือนคุณเพิ่งจะรู้จักเธอ
พวกเราดั้นด้นถ่ายสัตว์หน้าขนทุกชนิดที่น่าสนใจ ตั้งแต่ยีราฟ ไปถึงชะนี ม้าลาย ไปถึง เอลิเกเตอร์ งูเขียว ไปถึงฮิปโป จบท้ายด้วยการแสดงสัตว์ และเล่นเรือถีบเพื่อปิดกล้องการถ่ายทำ(เรียกซะเว่อร์ไปนั่น) จากนั้นจึงไปเล่นเครื่องเล่นก่อนกลับบ้าน
ไม่เลวนักหรอกผมคิดในใจ ขณะนั่งเล่นวิหคเหินฟ้าอยู่ แต่ผมคิดเสมอว่าขอให้มีซักครั้งที่กลุ่มพวกเราจะได้ไปเที่ยวด้วยกัน อย่างเช่นดรีมเวิลด์ก็ได้ ทะเลก็ดี แต่คำตอบที่ทำให้ใจชื้นก็คือแม่ของเต้ยจะอนุญาต ก็ต่อเมื่อเธอเรียนจบปริญญาตรี อย่างที่พีทว่า นั่นคงทำให้เครื่องเล่นที่ดรีมเวิลด์ขึ้นสนิมไปแล้ว โอกาสที่เราจะได้ไปเที่ยวด้วยกันก็มีค่าพอๆกับที่แดนเนรมิต จะเปิดใช้บริการในวันพรุ่งนี้นั่นแหละ และผมก็ได้แต่หวังต่อไป เป็นการหวังที่คงมีแต่พระเจ้าเท่านั้นที่รู้คำตอบ
ชั้นเรียนภาษาอังกฤษ ของอาจารย์ประภาวรรณ ดูเหมือนจะดุเด็ดเผ็ดร้อนขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ถ้ากำลังเรียนเรื่องเกี่ยวกับการสนทนาเรื่องมารยาทบนโต๊ะอาหารอยู่
YOU ARE A PIG! แปลว่าไรฮ๊ะ นักเรียน ตอบได้มั้ยค่ะ มันก็แปลว่า แกมันไอ้หมูตะกละ โสโครก โสมม ดูซิว่าแกกินสกปรกยังไง!!!
พีทดูเหมือนจะหัวเราะออกมาอย่างรุนแรง แต่เปลี่ยนเป็นเสียงไอได้ทัน ส่วนเต้ยนั้น ดูเหมือนเธอ จะเสียการควบคุมร่างกายไปแล้ว
นอกจากนี้แล้ว อาจารย์ประภาวรรณดูเหมือนจะเที่ยวทั่วไทยครบทุกตำบลมาแล้วเพราะดูเหมือนแกจะเคยอยู่ในทุกที่
รพีพร! หนูอยู่ที่ไหนค่ะ
คือ เออ หนูอยู่ที่แถวๆศรีย่านค่ะ
เหรอจ๊ะ หนูรู้จักวัดนั่นมั้ย ครูเคยอยู่แถวนั้นด้วย
เออ..ค่ะ
หนูพูดดังๆหน่อยได้มั้ยจ๊ะ ครูรู้ว่าหนูเป็นคนเรียบร้อย คนที่น่ากลมๆ เป็นคนเรียบร้อยจ๊ะและแล้วเธอก็ส่งยิ้มให้เต้ย ซึ่งหาดูได้ยากยิ่งเวลาอยู่ในคาบ ยกเว้นจะหยิบยกเรื่องครอบครัวของแกมาคุย ซึ่งยิ่งใหญ่ ซะขนาดว่า เวลาสอบสัมภาษณ์ถ้าไม่รู้จัก ชื่อสามีแกล่ะก็ เชิญไปเดินเตะฝุ่นหางานใหม่ได้เลย
เฮ้ย! พีท เขียนแบบเสร็จยัง แชมป์ถามหลังจบท้ายคาบ
อือ เกือบเสร็จแล้วพีทตอบ
เอออ.เหรออออ ตกลงพรุ่งนี้เอามาให้ลอกด้วยนะ
อือ
ขอบใจเว้ย
คำพูดเหล่านี้สามารถทำนายได้แม่นกว่า นอสตราดรามุสซะอีก เพราะพีทมักจะโดนทวงงานบ่อยๆ เหมือนโดนทวงหนี้ ซึ่งแรกๆก็ยังไม่หนักมากนักหรอกแต่ผมขอแนะนำตัวละครที่น่าสนใจเพิ่มมาอีกสองคน เพื่อให้เรื่องดำเนินไปได้ดีขึ้น อั่นแน่! ตอนนี้คุณจะรู้จักเพื่อนผม เจ็ดคนแล้ว
แชมป์ เป็นเด็กชายร่างอ้วนสมบูรณ์ จนเพื่อนๆต่างเรียกว่าไจแอ้นท์ มาจากคนที่มีฐานะร่ำรวยแน่นอน เพราะ แชมป์มักจะแต่งกายนำสมัยอยู่เสมอ ที่แน่ๆรวยพอที่จะซื้อคอมพิวเตอร์ทันสมัยเครื่องใหม่ด้วยเงินเก็บของตัวเอง
แชมป์เป็นคนที่เก่ง และฉลาดเกี่ยวกับคอมนะผมว่า แต่ด้วยความขี้เกียจหรืออะไรซักอย่าง ทำให้เขาเป็นคนที่มักไม่ยอมลงมือทำงานอะไรด้วยตัวเอง
กอลฟ์ ซึ่งจะถูกเพื่อนๆเรียกว่ากอลฟ์เล็กเพราะว่า ในห้องมีคนชื่อกอลฟ์ซ้ำกันสองคน ซึ่งกอลฟ์อีกคนจะสูงกว่าอีกคนมากทำให้ถูกเรียกว่ากอลฟ์ใหญ่ ซึ่งอะไรจะใหญ่จะเล็กผมก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ว่ากอลฟ์(เล็ก) เป็นนักเกาะติดตัวยง ผม พีท ซอล และ เก่งโดนโกงค่าเครื่องมือคนละเกือบ สองร้อย โดยไม่มีเหตุผลที่สมควรพอ ซึ่งกอลฟ์ก็ได้แต่อ้างว่าขอเป็นค่าน้ำมันแล้วกัน
ผมจึงพาลไม่สบอารมณ์กับเขาเข้าไปใหญ่ เพราะวิทยุส่วนตัวที่ผมซื้อมาไว้ฟังเล่นๆ จนวันนึงเขาขอยืมไปแล้ว มันก็คิดอย่างแน่ใจแล้วว่าหายสาบสูญไปตลอดกาลจะดีกว่า อยู่ให้เขาใช้งานมันต่อไป แล้วผมก็ไม่เคยได้มันคืนอีกเลย แม้ว่าผมจะทวงแล้วก็ตาม ก็กลายเป็นว่าผมฝันมาตลอดว่าเคยมีมัน
กอลฟ์เป็นนักขอทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นค่ารถเมล์จากเต้ย(ซึ่งเป็นผู้หญิง) ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ชายอย่างเราๆจะไม่ทำกัน ถึงถ้าทำก็คงจะคืนในวันรุ่งขึ้นอย่างแน่นอน หรือว่าสมุดเล็คเชอร์จากพีท ค่าถ่ายเอกสารจากผม หรือว่าค่าอาหารจากรัฐ ซึ่งจากที่ดูๆแล้ว ค่าใช้จ่ายต่างๆที่ผมกับเพื่อนๆให้เขา คงจะมากพอที่จะรับเลี้ยงอุปถัมป์เด็กได้คนนึงเลยทีเดียว ซึ่งก็คงได้แต่บอกว่า ทำบุญทำทานไป หรือไม่ก็
ถือว่าสงเคราะห์ทุนอาหารกลางวันเด็กก็แล้วกัน